faris's profileFILM AND •·.·´¯`·.·•`F@r...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    3/24/2007

    Ratatouille : มิตรภาพที่หอมอร่อย !!!Update!!!

     

             
              เพิ่งจะลงบทความของหนังเรื่องนี้จากเวปคุณเจไดยุทธไปเมื่อวันก่อน วันนี้ Disney ได้ปล่อยตัวอย่างหนังล่าสุดออกมาแล้วครับ เป็นตัวอย่างหนังที่ทั้งน่ารัก และ สนุกสนานมากๆ แถมงานทางด้านภาพยังดูเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานศิลปะของฝรั่งเศสเข้ากับงานของฮอลลีวู้ดได้อย่างโดดเด่นและลงตัวด้วย หนังมีโปรแกรมเข้าฉายที่อเมริกา 29 มิถุนายนนี้ครับ แต่สำหรับในเมืองไทย ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าพร้อมกัน หรือ รอเป็นโปรแกรมปิดเทอม เหมือนอย่างเคยครับ 
    สำหรับบทความเก่าของหนังเรื่องนี้ดูได้ที่นี่เลยครับ  มิตรภาพที่หอมอร่อย

    Pirates of the Caribbean 3 : Revealed

     

    3/21/2007

    300 พิชิตหัวใจคนดูและนักวิจารณ์ที่เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน

        

             เราได้เห็นเบื้องหลังที่งดงาม เห็นตัวอย่างหนังที่สวยเด่น และเห็นภาพจากหนังที่ตระการตาของ          300 หนังเรื่องราวของนักรบสปาร์ตัน 300 นาย ที่ต่อสู้จนตัวตายกับกองทัพเปอร์เซียนับแสนคน แต่หนังจะสวยงามเหมือนอย่างที่เห็นจากรูปไหม นักวิจารณ์กับคนดูส่วนหนึ่งได้ชมจากรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศ            กาลหนังเบอร์ลิน และยอมให้หนังเรื่องนี้พิชิตหัวใจของพวกเขาครับ

              จากรายงานของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส บอกว่าหนังเรื่อง 300 ของผู้กำกับแซ็ค ซไนเดอร์ ซึ่งดัดแปลงจากนิยายภาพของแฟรงก์ มิลเลอร์เรื่องนี้ ได้รับการยืนปรบมือหรือ standing ovation จากผู้ชม               1,700 คน จากการฉายรอบปฐมทัศน์โลกครับ อย่างที่รู้กันครับว่าไม่ง่ายเลยที่จะเอาใจผู้ชมชาวยุโรปและพวกเขา   ก็ชอบที่จะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ถ้าชอบก็จะปรบมือให้ ถ้าไม่ชอบก็จะโห่เลยครับ

              รายงานนี้สอดคล้องกับบทวิจารณ์เบื้องต้นจากนักวิจารณ์ชั้นนำของอเมริกาที่ไปร่วมงานด้วยครับ ท็อด แม็คคาร์ธี จากวาไรตี้บอกว่า "รับรองว่าผู้ที่เสพติดหนังแอ็คชั่นโดยทั่วไปและแฟนหนังที่ชอบหนัง        โหดๆ จะต้องชอบหนังเลือดท่วมเรื่องนี้"

              เคิร์ท ฮันนีคัท จาก The Hollywood Reporter ให้ความเห็นว่า 300 ที่ดัดแปลงจากนิยายภาพ ของมิลเลอร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตได้อย่างงดงาม และยกย่องพิเศษทางด้านงานสร้างว่า " เห็นได้     เลยว่าดาราแท้จริงของหนังก็คือกองทัพของฝ่ายเทคนิค ผู้ออกแบบงานสร้าง ผู้กำกับคิวบู๊ และผู้กำกับภาพ แลรี่ ฟอง ซึ่งร่วมมือกันในการสร้างสรรค์ภาพที่มีสไตล์มีซ้ำใครของโลกโบราณ รวมถึงดนตรีประกอบที่แข็งแรง หลอนและเต็มไปด้วย วิญญาณของไทเลอร์ เบตส์"

              หรือแม้แต่นักวิจารณ์รุ่นลายครามอย่างเอ็มมานูเอล เลวี ก็ชื่นชมหนังโดยให้เกรด B+ ที่ยกย่อง         จินตนการอันระห่ำของผู้กำกับซไนเดอร์ และบอกว่า "300 เป็นหนังมหากาพย์ทั้งในขนาดของหนังและ        เทคนิคด้านภาพ เป็นการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของความรัก ความกล้า เสรีภาพ และความเสียสละที่อยู่ใน       ตัวนักรบสปาร์ตันผู้ที่ต่อสู้ในศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ คิดว่าหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นที่นิ   ยมในหมู่วัยรุ่นและนักดูหนังรุ่นเยาว์แน่ๆ"

     

     
             Source : www.jediyuth.com

          
    Official Site  :  300 

    5 ใบปิดใหม่ของ Fantastic Four : Rise of the Silver Surfer

                        

     ...Click to Enlarge...

    3/20/2007

    Ratatouille : มิตรภาพที่หอมอร่อย

     

     
    ข้อมูลจาก www.jediyuth.com
     
         Yahoo Movies ของไต้หวัน ได้ลงตัวอย่างซับไตเติ้ลภาษาจีนของหนังอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของพิกซาร์และดิสนี่ย์ เรื่อง Ratatouille ครับ หนังเป็นเรื่องราวของ "ลูกมือกุ๊กผู้ทำอาหารไม่เป็นกับหนูที่ฝันอยากเป็นพ่อครัว ที่มิตรภาพของพวกเขาเป็นจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์อันหอมอร่อย"
         ดูเหมือนตัวอย่างหนังนี้ได้ขยายเนื้อเรื่องของหนังให้เราได้รู้เพิ่มเติมครับจากเดิมที่บอกว่าเป็นเรื่องราวของหนูในร้านอาหารหรูกลางกรุงปารีสที่ไม่ยอมทำตัวเหมือนหนูอื่นที่กินแต่เศษอาหาร ขณะที่เจ้าหนูตัวนี้เกิดมาเพื่อกินอาหารอันโอชะ และมันก็ทำอาหารเป็นเสียด้วยสิ
         ไม่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้น ดนตรีประกอบในหนังตัวอย่างก็โดนใจมาก มันคลอไปกับฉากได้อย่างกลมกลืน ทรงพลัง และก็มีแบบฉบับเฉพาะตัว รวมถึงการออกแบบตัวละครที่ใช้งานศิลปะของฝรั่งเศสเข้ามาตกแต่งให้ดูแหวกแนวกว่าตัวละครในการ์ตูนทั่วไปของฮอลลีวู้ด เป็นงานที่มีเอกลักษณ์มากๆ
         Ratatouille เป็นผลงานกำกับของแบรด เบิร์ด จาก The Incredibles และ The Iron Giant ร่วมกับบ็อบ ปีเตอร์สัน หนังยังมีปีเตอร์ โอ ทูล ร่วมให้เสียงตัวละครด้วยครับ 

        
    โหลดชมตัวอย่างหนังที่นี่เลยครับ  Click Here
    8/8/2006

    oOo=oOo...ยังจำวัยเด็กของพวกเรากันได้มั้ยครับ...oOo=oOo

           

          

    " ขบวนการเต่านินจา " พวกเขากำลังจะกลับมา เร็วๆ นี้

    5/18/2006

    You will believes a man can fly...!!!

        

             สุดยอด...เป็นคำแรกหลังจากที่ได้ดูตัวอย่างหนังฉบับเต็มของ superman returns จบลง         ต้องยอมรับเลยว่าไบรอัน ซิงเกอร์เป็นผู้กำกับที่มีชั้นเชิงในการนำเสนอความคิดและภาพในจินตนาการลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างเก่งกาจมากคนหนึ่ง ในตัว อย่างเราได้เห็นฉากที่ซุปเปอร์แมนเหาะไปช่วยลูอิส เลน จากเครื่องบิน ฉากเลกซ์ ลูเธอร์ บุกไปยังป้อมแห่งความสันโดษ ได้เห็นฟาร์มเคนท์ และเมืองเมโทรโปรลิส ซึ่งทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามมากๆ และที่สำคัญการได้เห็นแบรนดอน เราธ์ ในบท คลาก เคนท์ หรือว่าซุปเปอร์แมนนั้นไม่ว่าจะหน้าตาหรือรูปร่าง ทำให้ต้องนึกไปถึงคริสโตเฟอร์ รีฟต้นฉบับบุรุษเหล็กที่ครั้งนึงเคยทำให้พวกเราเชื่อว่าคนบินได้ ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นตำนานอีกหน้าหนึ่งของโลกภาพยนตร์ไปแล้ว    และหลังจากกว่าสิบปีที่มีการพยายามชุบชีวิตให้กับซุปเปอร์แมนออกมาโลดแล่นบนจอใหญ่ได้อีกครั้ง มาถึงวันนี้หลังจากเห็นตัวอย่างในงานกำกับของซิงเกอร์แล้ว บอกได้เลยว่าซุปเปอร์แมนกลับมาแล้วจริงๆ

             Superman Returns เป็นการดำเนินเรื่องราวต่อจากหนัง Superman ของริชาร์ด ดอนเนอร์ที่คริสโตเฟอร์ รีฟแสดงเป็นซุปเปอร์แมน โดยเป็นเรื่องของคลาก เคนท์หรือซุปเปอร์แมนที่กลับมายังเมืองเมโทรโพลิสหลังจากการเดินทางกลับไปยังดาวบ้านเกิดของเขา หนังจะพูดถึงการที่ซุปเปอร์แมนหายไปจากโลก     6 ปี โลกมนุษย์ต้องพบกับเหตุการณ์ร้ายต่างๆมากมาย การที่ซุปเปอร์แมนหายไปก็เพื่อกลับไปยังดาวบ้านเกิดเพื่อทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของตนเอง และเมื่อเขากลับมาก็พบว่าลุอส เลน นั้นได้แต่งงานและมี ลูกแล้วแล้ว อย่างที่ซิงเกอร์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่ามันจะเป็นหนังรักที่แปลกใหม่ที่สุด
             มันเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่แฟนเก่ากลับเข้ามาในชีวิตของเรา หลังจากที่เขาหายไปนาน และ อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เรื่องราวของซุปเปอร์แมนมักพัวพันอยู่กับลูอิส เลน ซุปเปอร์แมน และคลาก เคนท์ เป็นเรื่องราวรักสามเส้าระหว่างคนสามคนนี้ ซึ่งจรืงๆแล้วมีแค่สองคน " ซิงเกอร์ยังบอกอีกด้วยว่าหนังซุปเปอร์แมนของเขาจะถ่ายทำออกมาให้ได้ภาพเหมือนกับหนักรักเก่าในยุค 30 คล้ายกับ Rebecca หรือหนังรักอื่นๆในยุค 40 และจากที่ได้ดูตัวอย่างหนังแล้วต้องยอมรับเลยว่า ซิงเกอร์ทำได้อย่างที่พูดจริงๆ
             Superman Returns จะเป็นซุปเปอร์แมนในแบบที่เราคุ้นเคย เพราะซิงเกอร์ต้องการ " อะไรที่ดู คลาสสิค " สำหรับหนังฉบับของเขา โดยยึดตามต้นฉบับดั้งเดิมของการ์ตูนในยุค 40 และฉบับภาพยนตร์ในยุค 70 ของคริสโตเฟอร์ รีฟ ชุดของซุปเปอร์แมนยังคงมีผ้าคลุม ชุดแนบลำตัวสีฟ้า และกางเกงในสีแดง เช่นเคยแต่จะมีการปรับปรุงชุดใหม่นิดหน่อยคือ
             1. ตัวเอสที่หน้าอกมีขนาดเล็กลง และอยู่สูงขึ้นไปบนหน้าอกมากขึ้น และจะเป็นแผ่น 3 มิติแปะลงไปแทนที่จะวาดลงไปบนเสื้อเหมือนของเดิม
             2. มีการเพิ่มสัญลักษณ์ตัวเอสลงไปบนหัวเข็มขัด
             3. สีน้ำเงิน แดง และเหลืองของชุดจะถูกปรับเฉดสีให้เข้มขึ้น ไม่สว่างเหมือนในหนังสือการ์ตูนเข็มขัดสีเหลืองก็จะเป็นสีทองมากขึ้น และผ้าคลุมก็จะเป็นสีแดงอมดำ
             แล้วชุดซุปเปอร์แมนบ่งบอกถึงบุคลิกอะไรของเขา ซิงเกอร์บอกว่า " เขาไม่กลัว "
     
             Source : www.jediyuth.com
         
    Official Site  :  Superman Returns

    Download Wallpapers  :  Superman Returns    

    3/26/2006

    Mission:Impossible III

     

    Ethan Hunt's Impossible Mission's Force team Returns 

    for it's next covert mission.

    Release Dates : 3 พฤษภาคม 2549 

     

    Directed By J.J. Abrams

    Cast : Tom Cruise (Ethan Hunt) , Philip Seymour Hoffman , 

    Keri Russell , Ving Rhames , Billy Crudup This will be the third in a series of movies starring 

    Tom Cruise based upon the 1960's TV series starring 

    Martin  Landau, following  1996's Mission: Impossible and 2000's Mission: Impossible 2

     

    Official Site  :  Mission:Impossible III

    Download Wallpapers  :

      

                

    2/17/2006

    ~•~•][][][ 78th Annual Academy Awards ][][][•~•~

     

    ALL LIST OF NOMINATIONS AND THE WINNERS

    CLICK HERE

    1/30/2006

    กระสือวาเลนไทน์ : แม้นไร้ร่างกาย แต่มิไร้หัวใจ

     

    " เส้นทางรักที่พรหมมิได้ลิขิต เส้นทางชีวิตที่คนมิอาจฝืน "

     

         ณ โรงพยาบาลเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ...มีเรื่องราวความรักถือกำเนิดขึ้น...
        
    พยาบาล "สาว" (พลอย จินดาโชติ) แสนสวยบุคลิกดี ซึ่งถึงแม้ว่าเธอเพิ่งจะย้ายมาประจำการ ณ โรงพยาบาลแห่งนั้นได้ไม่นานนัก แต่เธอก็เป็นที่รักใคร่ชอบพอของเพื่อนร่วมงานทุกคนในโรงพยาบาล ไม่เว้นแม้แต่ภารโรง "หนุ่ม" (เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) คนซื่อที่ถูกชะตากับพยาบาลสาวตั้งแต่แรกเห็นในวันวาเลนไทน์ของปี 2549 นี้ด้วย
         "ดอกกุหลาบ" ดอกแรกที่สาวได้รับจากภารโรงหนุ่มโดยบังเอิญในวันแห่งความรักนั้น นำไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดและความผูกพันกันอย่างคาดไม่ถึง
         หรือพรหมลิขิตที่สาวเชื่อมั่นอยู่เสมอจะชักพาให้เธอพบกับความรักครั้งใหม่ หลังจากที่ถูกหักอกกับรักครั้งเก่า จนต้องพกพาความบอบช้ำย้ายเข้ามาทำงาน ณ โรงพยาบาลแห่งนี้...ที่ความรักกำลังดำเนินไป
         ก่อนหน้านี้สาวมักจะมีอาการประหลาดที่ต้องตื่นขึ้นมาอาเจียนในทุก ๆ เช้า และทุกครั้งสิ่งที่เธออาเจียนออกมานั้นดูไม่แตกต่างจากรกเด็กที่เธอเคยเห็นในห้องคลอดเลยสักนิด รวมทั้งเธอยังมีอาการเห็นภาพซ้อน แวบเข้ามาในสมองอย่างไม่มีที่มาที่ไป และภาพที่เห็นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นภาพของโรงพยาบาลแห่งเดียวกันนี้ในยุคสงครามเมื่อกว่าหกสิบปีที่ผ่านมา
         เท่านั้นไม่พอ สาวยังได้พบกับ " ภาพถ่ายเก่า ๆ ใบหนึ่ง " ในกล่องเหล็กซึ่งถูกวางอยู่ในห้องพักของเธอมาเนิ่นนาน ในภาพนั้นเป็นภาพของหนุ่มในชุดทหารสมัยสงครามถ่ายคู่กับเธอในชุดพยาบาลในยุคเดียวกัน และด้านหลังภาพถ่ายเป็นลายมือของหนุ่มที่เขียนถึงเธอ
         จากข้อความบางอย่าง มันได้บ่งบอกว่า ในชาติที่แล้วทั้งสองคนนี้คือคู่รักกัน
         แต่ยังไม่ทันที่สาวจะนำภาพถ่ายใบนั้นไปให้หนุ่มคลายความเคลือบแคลงสงสัยของเธอลง อุบัติเหตุหนึ่งกลับทำให้หนุ่มกลายเป็นอัมพาต และไม่สามารถสื่อสารใด ๆ ได้นอกจากแค่การกะพริบตา
         หรือเวรกรรมกำลังจะตามมาสนองคู่รักเมื่อชาติที่แล้วคู่นี้อย่างเท่าทัน
         ขณะเดียวกัน ในค่ำคืนแห่งความสับสน สาวกลับค้นพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวภายในร่างกายของเธออย่างยากที่เธอจะเชื่อได้…มันคืออะไรกัน
         หรือเธอเองจะมีส่วนผูกโยงกับ " กระสือสาว " ที่ถูกร่ำลือถึงบ่อย ๆ

         ... ณ โรงพยาบาลเก่าแก่แห่งนี้...เรื่องราวความรักกำลังจะ   จบลง ...

         กระสือวาเลนไทน์  9 กุมภาพันธ์ 2549 คุณจะซึ้งจนขนหัวลุก

     

                                                                 Source : Deknang

    1/9/2006

    พริ้วไหวตามสายลม

     หากใครยังจำ Blog

     True story of Somebody ได้

     คำตอบของตอนจบเรื่องนี้

     คือ " ไม่สมหวัง " คับ และนี่เป็น

     เหตุผลที่จะหายตัวไปอีกซักพัก

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     ขอบคุณทุกกำลังใจที่เพื่อนๆ  

     เคยมอบให้ใน Blog นั้นนะคับ

     ช่วงนี้ก็คงไม่ได้เข้าไปหาเพื่อนๆ เลย

     ยังไงก้ออย่าพึ่งลืมกันนะคร้าบบ

     

    12/22/2005

    .....ดังผืนทรายที่โอบทะเลไว้.....

              

           นานมาแล้ว โลกเป็นเพียงวัตถุทรงกลมเรียบๆเปล่าๆ ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจาก น้ำแข็งก้อนใหญ่กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์ที่มีปลายเปิดสามารถปล่อยทรายออกได้     อย่างเดียว น้ำแข็งกับนาฬิกาทรายเป็นเพื่อนเล่นกันมา     ตั้งแต่เล็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุข จนทั้งคู่เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่ม  สาว ความงดงามของน้ำแข็ง ทำให้นาฬิกาทรายแอบชื่น  ชมหลงใหล แต่ทุกครั้งที่พยายามแสดงความ สนิทสนม    ใกล้ชิด ความเย็นชาจากน้ำแข็งก็ทำให้นาฬิกาทรายต้อง  ผิดหวังทุกทีไป                                                     
           วันหนึ่งนาฬิกาทรายทะเลาะกับน้ำแข็งอย่างรุนแรง ถึงขั้นแตกหัก นาฬิกาทรายร้องไห้เสียใจหนีไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านาฬิกาทรายกับน้ำแข็งก็ยังไม่คืนดีกัน ต่างคนต่างอยู่คนละซีกโลก             

           จนมาวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้โลกจะต้องแตกออกเป็นสองส่วน น้ำแข็งรู้ดีว่าถ้าโลกแตกเป็นสองส่วนแล้ว ก็คงไม่ได้เจอกับนาฬิกาทรายตลอดกาล          แต่ด้วยทิฐิที่มีอยู่ น้ำแข็งจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆแทนที่จะออกตามหานาฬิกาทราย
           ดวงจันทร์โคจรผ่านมา น้ำแข็งจึงถามว่าอีกซีกโลกเป็นอย่างไรบ้าง ดวงจันทร์บอกว่า นาฬิกาทรายกลับมา  ไม่ทันเพราะโลกกำลังจะแยก จึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกของโลก เพื่อยึดไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน
    โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบน้ำแข็งอีก                 

           ทันทีที่รู้ น้ำแข็งก็รีบออกตามหานาฬิกาทราย........ แต่สายเกินไป เพราะทรายกำลังจะหมดจากตัวนาฬิกาแล้ว เมื่อน้ำแข็งมาถึงก็ได้ยินเพียงคำพูดสุดท้ายจากปากของนาฬิกาทราย
          " ฉันรักเธอ " เมื่อนั้นความเย็นชาที่มีในตัวน้ำแข็งหมดลงทันที น้ำแข็งจึงเริ่มละลายในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน กลายเป็นน้ำทะเลที่อ่อนโยน คอยโอบอุ้มผืนทรายที่บริสุทธิ์ อยู่คู่กันมาจนทุวันนี้  

     

                    Source : Forward mail                

    11/28/2005

    ...ถึงวันที่ฉันกลับมา...( 19 Dec 2005 )

                               กลับมาแล้วนะคร้าบบ ขอบคุณเพื่อนๆ

                                     ทุกคนที่แวะเข้ามาทักทายกันตลอดนะคับ

                                        ซึ้งจังเลย น้ำตาไหลแล้ว อิอิ

                                   สัญญาว่าจะรีบเข้าไปเยี่ยมทุกคนคับ

                                                  ทำไมช่วงนี้มีแต่เรื่องเศร้าๆ น้อ

                                          เมื่อไหร่เราถึงจะสมหวังกับเค้าซักทีนะ 

     

    11/17/2005

    ––•(-•-• The Triwizard Tournament Begins •-•-)•––

    Official Site  :  The Goblet of Fire  

    Movie Reviewed By Faris  :

            ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้กำกับ ไมค์ นีเวล  ที่ได้รับคำแนะนำจากอัลฟองโซ คัวรอง ให้ดัดแปลงหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี ที่มีความยาวถึง 700 กว่าหน้านี้ ให้กลายเป็นหนังแค่เรื่องเดียวแทนที่จะเป็นหนังสองเรื่องตามที่ค่ายหนังตั้งใจไว้  อย่างที่คัวรองว่าไว้ " ตัดรายละเอียดปลีกย่อย ออกไปซะ แล้วเอาเฉพาะแก่นของเรื่องที่แท้จริงก็พอ " เพราะฉะนั้นเราจึงได้ชมหนัง Harry Potter and the goblet of fire ด้วยความยาวทั้งสิ้น 156 นาที ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าไปสัมผัสกับโลกแห่งเวทมนตร์และการผจญภัยในปีที่สี่ของแฮร์รี่ แล้วนั้น บอกได้เลยว่านี่เป็นหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคที่ดีที่สุดเลยทีเดียว

           

            ปีที่สี่ของแฮร์รี่ เริ่มขึ้นเมื่อฮอกวอตส์ เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันประลองเวทไตรภาคี โดยเป็นการแข่งขันร่วมกับอีก 2 โรงเรียน คือ โบบาตงซ์ และ เดิร์มแสรงค์ ตัวแทนนักเรียนอายุ 17 ปี เพียงหนึ่งคนของแต่ละโรงเรียนจะได้รับการคัดเลือกจากถ้วยอัคนีให้เข้าแข่งขันการประลองครั้งนี้ โดยจะต้องผ่านภารกิจที่สำคัญและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต อันมีเป้าหมายในการครองถ้วยรางวัลไตรภาคี และเกียรติยศชั่วนิรันดร์ ในขณะที่ถ้วยอัคนีได้เลือกตัวแทนทั้งสามคนของแต่ละโรงเรียนเสร็จสิ้นแล้ว บางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อถ้วยอัคนีได้ส่งชื่อคนสุดท้ายออกมา นั่นก็คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กนักเรียนวัยเพียง 14 ปี ดูเหมือนว่าบางอย่างที่ชั่วร้ายกำลังรอเล่นงานเขาอยู่ แต่การตัดสินใจของถ้วยอัคนีถือเป็นข้อผูกพัน ที่ทำให้แฮร์รี่ต้องเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ แล้วหลังจากนั้นเรื่องราวการผจญภัยอันสุดแสนมหัศจรรย์ก็ได้เริ่มขึ้น

           

            หนังภาคนี้ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างหนังทริลเลอร์ชั้นดีกับหนังในแบบ Coming of Age รวมถึงยังให้ความบันเทิงมากๆในแบบของหนังฮอลลีวู้ดทุนสร้างสูงอีกด้วย ผู้กำกับไมค์ นีเวล         ( ผู้กำกับเชื้อสายอังกฤษคนแรกของหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์  )      ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามากำกับหนังในภาคนี้    เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นบรรยากาศของหนังทริลเลอร์แล้ว หนังภาคนี้ยังมีเรื่องราวของความรัก มิตรภาพ และการก้าวผ่านวัย อีกด้วย " ผมคิดว่ามันเป็นส่วนผสมของหนังเขย่าขวัญ  ชั้นดี แต่ผมไม่ลืมว่าหนังยังต้องมีความเป็นวาไรตี้ เพราะผมรู้ว่าเด็กๆ อยากดูหนังเรื่องนี้มากแค่ไหน " คำกล่าวของนีเวล ผู้กำกับที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้หนังเรื่อง Four weddings and a funeral และ Donnie Brasco ประสบความสำเร็จในแนวทางของตัวเองมาแล้ว

           

           นักแสดงนำในวันนี้ พวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว และพัฒนาการทางด้านการแสดงก็โตขึ้นตามอายุด้วย Daniel Radcliffe ยังคงเป็นธรรมชาติและลื่นไหลไปกับบทแฮร์รี่ ถึงแม้จะยังแสดงไม่ดีเท่ากับเพื่อนอีก 2 คน แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าภาคก่อนๆRupert Grint เป็นธรรมชาติมากๆกับบท รอน วีสลีย์ มีมิติ มีการแสดงอารมณ์ และถือเป็นตัวเรียกเสียงฮา ซึ่งเขาทำได้ดีทีเดียว  แต่ที่เยี่ยมที่สุดต้องคนนี้ครับ Emma Watson กับบทเฮอไมโอนี   ซึ่งนอกจากจะสวยและน่ารักขึ้นมากแล้ว เธอยังมีพัฒนาการทางด้านการแสดงที่ดีมากๆ ด้วย เราเริ่มเห็นแววของเธอตั้งแต่ในภาคแรก และเริ่มเด่นชัดขึ้นในภาคต่อมา จนถึงภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทั้งสีหน้า และแววตา เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด และทำให้ตัวละครตัวนี้มีมิติทางอารมณ์มากๆด้วย

           

           นอกจากนี้ดาราเด็กคนอื่นๆ ก็รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง    ได้ดี ไม๋ว่าจะเป็น James and Oliver Phelps ในบทฝาแฝดวีสลีย์ ที่ภาคนี้เป็นตัวขโมยซีนในทุกฉากที่ออก Tom Felton ในบท         มัลฟอย ,  Katie Leung ในบทโชแชง ที่ถึงแม้จะยังไม่ได้แสดงอะไรมากนัก แต่ก็คงลบคำสบประมาทที่ว่าเธอไม่เหมาะสมกับบทไปได้บ้าง อีกคนหนึ่งที่น่าพูดถึงคือ Robert Pattinson ในบท   เซดริก ดิกกอรี่ ที่แสดงได้ดีทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ได้ออกในหนังน้อยเกินไป เพราะถือเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่ง และมีผลต่ออารมณ์โดยรวมของตอนจบด้วย  ส่วนดาราชั้นครูชาวอังกฤษทั้งหลายที่มาสร้างสีสันในบทอาจารย์ต่างๆนั้น ไม่ต้องพูดถึงเพราะแสดงกันได้ยอดเยี่ยมทุกคนครับ และคนสำคัญในบทโวลเดอมอร์ ที่ได้ Ralph Fiennes มารับบท ซึ่งเขาทำหน้าที่นี้ได้ดีครับ             ฉากปรากฏตัวของเขานั้นออกแบบมาได้ดีและทำออกมาได้น่ากลัวดีที่เดียว

           

            งานเทคนิคพิเศษรวมถึงงานสเปเชียล เอฟเฟก ต่างๆนั้น    ทำออกมาได้สุดยอดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากควิชดิชเวิลด์คัพ      ฉากต่อสู้กับมังกรที่มีความสมจริงและเป็นธรรมชาติ ฉากภารกิจใต้น้ำที่น่าตื่นเต้น และฉากเผชิญหน้าในตอนท้าย ทุกตอนทำออกมาได้ดีและสร้างควมตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมโดยตลอด รวมไปถึงงานกำกับภาพของโรเจอร์ แพร็ตต์ ที่ให้ภาพในมุมกว้างที่สวยงามและเต็มไปด้วยรายละเอียด อีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คืองานดนตรีประกอบที่ภาคนี้ได้แพทริค ดอยล์ มาทำหน้าที่แทนยอดฝีมืออย่าง จอห์น วิลเลี่ยม ก็ให้งานดนตรีที่เข้ากับเรื่องราวและสร้างอารมณ์ได้อย่างน่าพอใจ

           

            แต่ไม่ใช่ว่าหนังจะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว ข้อด้อยของหนังที่ถือเป็นปัญหาสำคัญของหนังแฮรี่ทุกภาค และยังเกิดขึ้นกับหนังภาคนี้ก็คือ การตัดทอนเรื่องราวจากหนังสือที่มีความหนาขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นภาพยนตร์ ซึ่งทำให้หนังขาดรายละเอียดต่างๆไปพอสมควร ทำให้หนังดูรวบรัดเกินไปนิด โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ( อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน ) และทำให้บางช่วงอารมณ์ของหนังดูจะสะดุดไปบ้าง แต่ด้วยข้อดีต่างๆที่กล่าวมาทำให้หนังดูสนุก ลื่นไหล จนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

           

           สรุปแล้วนี่เป็นผลงานที่คุ้มค่าแก่การชมครับ ปีสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์ของแฮร์รี่จบลงไปแล้วอย่างน่าประทับใจ  เตรียมพบกับ Harry Potter and the order of the phoenix ภาคที่ 5 ของหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งคราวนี้ได้ เดวิด เยตส์ ผู้กำกับซีรี่ย์ทีวีมือฉมังมารับหน้าที่กำกับ ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ปี 2007 เราจะได้ชมกันครับ

           

    11/10/2005

    KING KONG.....!!! Update 14 Dec 2005 !!!.....

    KING KONG  Showtime  : 

    EGV  /  Major Cineplex  /  SF Cinema City 

    Official Site  :  KING KONG  

              หลังจากทำให้ไตรภาค The Lord of the Rings กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการภาพยนตร์ ( หนังทั้งสามภาค  ทำรายได้จากทั่วโลกรวมกันกว่า 3 พันล้านดอลล่าห์และกวาดรางวัลออสการ์รวมกันถึง 17 ตัว รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย ) KING KONG งานรีเมคจากหนังคิงคอง ในปี 1933   คือผลงานชิ้นต่อมาของผู้กำกับ ปีเตอร์ แจคสัน ที่ยังคงเป็นหนัง   ที่ยิ่งใหญ่ในแง่ของเรื่องราวและเทคนิคการสร้างด้วย

             KING KONG  หนังรีเมกที่ลงทุนสูงถึง 207 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของความรักระหว่างหญิงสาวกับอสูรกาย...    ถึงแม้ว่าเราจะเคยดูเรื่องราวของคิงคองมาหลายภาค นับตั้งแต่ หนังคิงคองที่มีเฟย์ เรย์ เป็นนางเอก ในปี 1933 แต่ในการกลับมาคราวนี้ผู้กำกับ ปีเตอร์ แจคสัน ต้องการจะให้รายละเอียดของมันแตกต่างจากฉบับก่อนๆ โดยการทำให้คิงคองเป็นลิงดึกดำบรรพ์และเป็นอสูรกายที่น่ากลัวดุร้ายที่สุด จากนั้นถึงค่อยๆ เผยให้เห็นหัวใจของมันทีละชั้น...

            ปีเตอร์ แจคสัน ใช้เทคนิคการสร้างคิงคอง แบบเดียวกับเทคนิคการสร้างตัวละครกอลลั่มใน The Lord of the Rings ที่ทำให้หนังได้รางวัลออสการ์ โดยการใช้ดิจิตอล Motion capture   ในการสร้างลิงยักษ์ตัวนี้ แทนการใช้หุ่นเชิดตามแบบหนังภาคก่อนๆ ซึ่งแอนดี้ เซอคิส นักแสดงที่อยู่เบื้องหลังการใช้การแปลสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้เป็นกอลลั่ม เป็นคนที่แสดงการเคลื่อน ไหวของคิงคองเพื่อถ่ายสัญญาณให้คอมพิวเตอร์นำไปสร้างเป็นภาพของอสูรกาย โดยคิงคองในหนังจะมีความสูงราว 25 ฟุต   และมี อายุราว 120 - 150 ปี

            KING KONG  ฉบับนี้หลังจากตัดต่อเสร็จสิ้นแล้วนั้น จะฉาย  ให้คนทั้งโลกได้ชมในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ด้วยความยาวทั้งสิ้น     3 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงของยูนิเวอร์แซลได้ชม แล้วนั้น ถึงกับบอกว่า เป็น 3 ชั่วโมงแห่งความสุดยอด และเขาไม่เคยเห็นงานระดับนี้ของศิลปินมาก่อนเลย นี่คืองานระดับมาสเตอร์ พีซ อย่างแท้จริง

     

                                                                      Source : Jediyuth

     
    11/2/2005

    อยากให้เธอรู้ว่ารัก...สักวันหนึ่ง...

              

     

    ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนกับทุกสิ่ง
    ปิดบังความจริงในใจทุกๆ อย่าง

    ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
    ที่ฉันเฉยๆ รู้มั้ยฉันฝืนแค่ไหน

     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
    แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
    ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
    หวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง...

     

    ทั้งทีฉันก็รัก ทั้งที่ฉันก็รู้สึก
    แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า

    ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
    ที่ฉันเฉยๆ รู้มั้ยฉันฝืนแค่ไหน

     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรัก รักเธออยู่
    แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจออกไป ให้ใครได้รู้
    ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู
    และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนคนนี้รักเธออยู่

    ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง...

     

    10/24/2005

    ~@ True story of Somebody @~

               เสียงนาฬิกาข้างผนังในซอกแคบๆหลังร้านตีบอกเวลา 3 ทุ่ม  เขาเลิกงานแล้ว แต่ยังคงเดินกระวนกระวายอยู่ภายใน  มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือที่มีเบอร์ของเธอโชว์อยู่บนจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ  เกือบอาทิตย์นึงแล้วซินะที่เขากับเธอได้รู้จักกัน เขาคิด พลางกดโทรศัพท์ไปหาเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่โชว์อยู่บนนั้น

               " เลิกงานรึยัง อยู่ที่ไหนแล้ว " เป็นคำแรกที่เขา พูดออกไป การได้คุยกับเธอมักทำให้เขาประหม่าแบบนี้ อยู่เสมอ ซักพัก เสียงเล็กๆในโทรศัพท์ก็ตอบกลับมา

               " กำลังจะกลับบ้าน เลิกงานนานแล้ว "

               " เดี๋ยวพี่ไปรับนะ ดึกแล้วกลับรถสองต่อมันอันตราย "

         ( พี่เป็นห่วงนะ ไม่อยากให้กลับบ้านดึกๆ คนเดียว )

               " ไม่ต้องไปส่งหรอก กลับบ้านเองได้นะ "

               " ให้พี่ไปส่งนะ น้า ยังไงพี่ก็เลิกงานแล้ว "

               เขาไม่รู้หรอกว่าเธอจะรำคาญกับการรบเร้าของเขามั้ย เธออาจจะรำคาญ เพราะเธอไม่ชอบให้ใครมากวนใจ แต่ในที่สุด เธอก็ตกลง โดยมีข้อแม้ว่าไปส่งแค่ต่อเดียวเท่านั้นนะ เดี๋ยวเธอกลับเองได้ เขาจำต้องยอมตามที่เธอบอก เพราะอย่างน้อยการได้อยู่กับเธอเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็ทำให้เขามีความสุขแล้ว

               เขาโบกมือเรียกรถกระป๋องคันเล็กๆ ที่วิ่งฝ่าสายฝนที่ตกลงมาพรำๆ ตั้งแต่เมื่อครู่ เมื่อรถมาจอดเทียบหน้าคนทั้งคู่  เธอก้าวขึ้นไปบนรถ เหลือที่นั่งเพียง 2 ที่ริมประตูสำหรับเขากับเธอ เธอขึ้นไปนั่งติดกับวัยรุ่นชายคนหนึ่งที่ ดูไม่น่าไว้วางใจในสายตาเขา ซึ่งนั่งติดริมหน้าต่างอีกด้าน เขาก้าวตามขึ้นไป บอกให้เธอขยับมานั่งริมประตู ส่วนเขาไปนั่งกลางติดกับผู้ชายคนนั้น

               เธอจะรู้มั้ยว่าความรู้สึกของเขาตอนนั้นเป็นเช่นไร เขากลัว กลัวเธอจะคิดว่าทำไมเขาถึงให้เธอมานั่งริมประตูที่ดูเหมือนว่าจะอันตราย หรือไม่เธออาจจะคิดว่าเขาแสดงความเป็นเจ้าของในตัวเธอมากเกินไป ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ แต่ความเป็นจริงแล้วความรู้สึกที่แท้จริงของเขานั้นมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

              ( เขายอมรับว่าเขาหวงเธอ ไม่อยากให้เธอนั่งใกล้กับผู้ชายคนอื่น แต่ที่สำคัญเขาเป็นห่วงเธอ เพราะเขาเห็นว่าผู้ชายคนนั้น ไม่น่าไว้วางใจ แต่อาจเฉพาะในสายตาที่เขามอง บางทีการแสดงออกของเขาอาจทำให้เธอเข้าใจผิด เขาอยากบอกให้เธอรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไร แต่เพียงระยะเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์ เธอคงไม่เชื่อว่าเขาจะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ )

              ฝนเริ่มซาลงไปแล้วหลังจากที่เขาและเธอลงจาก รถคันนั้น ภายในใจเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันระหว่างเขากับเธอในวันนี้ใกล้จะหมดลง เขาชวนเธอคุยถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาในวันนี้ ขณะที่เธอบ่นถึงเรื่องงานที่ต้องเลิกดึกทุกวัน

             " พรุ่งนี้ให้พี่ไปรับนะ กลับดึกแบบนี้ พี่ไม่อยากให้กลับบ้านคนเดียว "  เขาเอ่ยปากขอไปรับเธอ ทั้งๆที่รู้ว่าเธอจะต้องปฏิเสธ

             " ไม่ต้องไปรับหรอก กลับเองได้นะ "

             " ให้พี่ไปรับนะ กลับด้วยกันดีกว่ากลับคนเดียว "

             " อย่าเลย ไม่ต้องไปรับหรอก " เธอคงทนความรบเร้าของเขาไม่ได้  " ถ้าไป เค้าไม่คุยด้วยจริงๆนะ "

            เพียงแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้เขาต้องเก็บความเป็นห่วงทีมีเอาไว้ เขารู้ว่าเธอพูดจริง เขาคิดว่าเขารู้จักเธอดีพอ ที่เขาจะต้องรบเร้าเธอต่อไป เขาและเธอคุยกันถึงเรื่องอื่นๆ ระหว่างรอรถที่จะพาเธอกลับบ้านแล้วปล่อยเค้าไว้เพียงลำพัง

             " รถผ่านไปหลายคันแล้วนะ แต่พี่ไม่อยากบอก "

            เธอหัวเราะออกมานิดนึง กับคำพูดประโยคนั้นของเขา  เขาไม่รู้ว่าเธอขำอะไร แต่เธอคงรู้ว่าเขาอยากอยู่กับเธอให้นานอีกนิดก่อนที่จะจากกันในวันนี้ ในที่สุดเธอก็ขึ้นรถกลับบ้าน หายไปกับความมืดที่ปกคลุมอยู่เบื้องหน้า

             เขาเดินกลับบ้านพร้อมกับความสับสนในใจ เขาไม่ รู้ว่าเธอจะคิดถึงเหตุการณ์ในวันนี้อย่างไร และรู้สึกเช่นไรกับเขาบ้างตอนนี้เธอ อาจจะยังไม่เชื่อใจในตัวเขา แต่เขาจะพยายามและรอจนถึงวันที่เธอรู้ว่ายังมีผุ้ชายคนนึงที่เป็นห่วงใยเธอตลอดเวลา

     

    10/18/2005

    The New " Bond , James Bond "

     

               หลังจากตามหาคนที่จะมารับบทเป็นสายลับระดับตำนานเจ้าของรหัส 007 คนนี้แทนที่เพียส บรอสแนน ซึ่งเป็นเจมส์ บอนด์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุด     เดเนียล เครก ดาราเชื้อสายอังกฤษวัย 37 ปี ที่มีผลงานสร้างชื่อล่าสุดอย่าง  Layer Cake ( หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในไทยคับ )    ก็เป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้สวมบทเจมส์ บอนด์ คนที่ 6 ของโลกภาพยนตร์                                                                                  Casino Royale คือหนังเจมส์ บอนด์ภาคที่ 21 มีกำหนดฉายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2006 กำกับโดย มาร์ติน แคมป์เบลผู้ที่เคยปลุกชีวิตให้กับหนังสายลับชุดนี้ใน Golden Eye เมื่อปี    1995 และส่งให้ชื่อของ เพียส บรอสแนน เป็นที่จดจำในฐานะ    เจมส์ บอนด์ มาจนถึงทุกวันนี้

               Casino Royale เป็นนิยายเจมส์ บอนด์ ฉบับแรกของเอียน เฟลมมิ่ง ที่เขียนไว้ในปี 1953 ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจมส์ บอนด์   ในวัยหนุ่ม ที่มีความสมจริงมากกว่าในฉบับภาพยนตร์    อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวที่มีความรุนแรงมากที่สุดในจำนวนนิยายชุดนี้ด้วย โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับภารกิจของบอนด์ ที่เข้าไปจับตาสายลับรัสเซียที่เข้ามาทำภารกิจลับในบ่อนคาสิโนแห่งหนึ่ง ที่มีบรรยากาศของยุคสงครามเย็นเป็นฉากหลัง  

              ในการดัดแปลงนิยายชุดนี้มาสู่จอภาพยนตร์นั้นมีหลายอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากนิยายต้นฉบับเพื่อความเหมาะสม เช่นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสงครามเย็นต้องปรับแต่งใหม่ และเจมส์ บอนด์จะดิบกว่าเดิม โหดกว่าเดิมและสมจริงมากยิ่งขึ้น 

              ผู้กำกับมาร์ติน แคมป์เบล พูดถึงหนังเจมส์ บอนด์ ภาค 21 ว่า  " จะมีด้านมืดมากขึ้นแน่ๆ มีเรื่องราวของตัวละครมากขึ้น       มีของเล่นน้อยลง "

              แดเนียล เครก ผู้รับบทเป็นเจมส์ บอนด์ คนที่ 6 ยอมรับว่าบทนี้อาจอันตรายตรงที่อาจทำให้"ติด"อยู่กับภาพลักษณ์ของบท แต่เขาก็บอกว่า " ผมไม่ยอมให้ตัวเองคิดในแง่นั้น ผมคิดถึงแต่ภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้า และ ด้วยกันกับมาร์ติน ผมอยากทำหนังที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ และเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ "

                                                                     Source : Jediyuth

     

    10/13/2005

    ~@ Autumn In My Memory @~

     

     "พี่ชาย เค้าหวังว่าวันหนึ่งจะเกิดเป็นต้นไม้

    เพราะถ้าได้หยั่งรากแล้วก็จะไม่ย้ายไปที่ใด

    และเค้าก็จะไม่มีวันจากคนที่เค้ารักไปไหนอีก"

     

    ความรักอยู่เหนือชะตาลิขิต
    ใครคือคนที่คุณจะอยู่ในอ้อมกอดในตอนสุดท้ายของชีวิต
    ใครคือคนที่คุณรักมากที่สุด มากกว่าชีวิตของคุณ
    ถึงแม้ว่าชีวิตจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความเสียใจ
    แต่คุณก็ยินดีที่จะยอมรับ และจารึกตรึงไว้
    ในหัวใจของคุณตราบจนวันตาย

     

            ยังจำกันได้ใช่มั้ยคับกับละครเกาหลีเรื่องนี้ กับคำโปรยที่ว่า" อย่าอายถ้าจะต้องเสียน้ำตาให้กับละครเรื่องนี้ " ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น แม้แต่ผู้ชายก็ต้องเสียน้ำตาให้กับเรื่องราวอันแสนประทับใจระหว่างจุนโซ และอุนโซ สองพี่น้องต่างสายเลือดคู่นี้ ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจพรากความรักที่ทั้งสองมีให้ต่อกันได้

            ผมเจอบทความหนึ่งที่เขียนไว้ถึงละครเรื่องนี้ เป็น  ข้อความสั้นๆ แต่มีความหมายมากๆ ขออนุญาตินำข้อความนั้นมาลงให้อ่านกันคับ

    ไร้เจ้าดับตะวัน แลจันทรา
    มืดหมดทั่วนภา กาศกว้าง
    เย็นเยือกในอุรา ราญแหลก
    ตายฤาอยู่ควะคว้าง เฉกเช่นเดียวกัน

           

            จุนโซก้าวเดินต่อ จากยามท้องฟ้าสีเนียนตา กระทั่งความมืดค่อยๆโปรยละอองสีน้ำเงินเข้มจัดย้อมฟ้าทั้งฟ้า และผืนทะเลให้ดูขรึม เศร้าลึก ทอดถอน เกลียวคลื่นหมุนคว้างเปล่งเสียงดังระรัวประหนึ่งเสียงร่ำไห้ของหัวใจเขา อาทิตย์ลาโลกไปแล้ว ขอบฟ้าซ่อนเปลวแรงกล้าไว้สนิทแน่น คงอยู่แต่ความหม่นมัวสลัวลางเหมือนความเจิดจ้า  ในหัวใจของเขาที่ดับวูบลงพร้อมลมแห่งชีวิตของเธอขาดหาย ภาพของจุนโซแบกน้องเดินไม่หยุดท่ามกลางม่านมืดที่คลุมครอบรอบกายแลเห็นเป็นเงาเลือนลางดั่งภาพฝัน  อันเศร้าสลัว

                                                   woranun